เฝ้าระวัง’โรคติดต่อ’ชายแดนเพื่อนบ้าน

กรมควบคุมโรค เผยประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดต่อชายแดนอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เน้น เฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าออกระหว่างประเทศในทุกช่องทาง ป้องกันการแพร่กระจายโรค ส่วนไข้หวัดใหญ่ระยะนี้เป็นโรคตามฤดูกาล ย้ำประชาชน ดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันหวัดใหญ่ ทุกสายพันธุ์

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยวานนี้ ว่า จากที่มีรายงานข่าวว่าในประเทศ เพื่อนบ้านของไทยมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์ ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยพบว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ที่พบบ่อยในประเทศต่างๆ ในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว และไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นสายพันธุ์เดียวกันกับในวัคซีน ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ทางกระทรวง สาธารณสุขจัดให้กับประชาชนที่เป็น กลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อชายแดนอย่างเข้มข้นเช่นเดิม ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยมีมาตรการดังนี้
1. มีระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคในพื้นที่ชายแดนที่เข้มแข็ง
2. มีทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
3. ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเป็นไปตามข้อกำหนดของ กฎอนามัยระหว่างประเทศ และ
4. มีการประสานงานความร่วมมือ ระหว่างจังหวัดชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อเตือนภัยและเฝ้าระวังโรคติดต่อที่สำคัญ
สำหรับไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ก.ค.2560 มีรายงาน ว่าพบผู้ป่วยแล้ว 53,009 ราย เสียชีวิต 7 ราย ซึ่งเป็นการเกิดโรคตามฤดูกาลและในปีนี้พบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต น้อยกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลา เดียวกัน ส่วนกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ อายุ 15-24 ปี อายุ 10-14 ปี และอายุ 25-34 ปี
ทั้งนี้ ขอแนะนำประชาชนให้ใช้มาตรการ “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ ได้แก่ ปิด คือปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง หากเจ็บป่วย ด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรใส่หน้ากากอนามัย มาตรการล้าง คือล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได ราวบนรถโดยสาร
มาตรการเลี่ยง คือหลีกเลี่ยง การคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย และหยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรมในสถานที่แออัด. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth